งานคณะสงฆ์ 6 ด้าน “พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ”สรุปสาระสำคัญจากการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 1/2569 ประจำวันที่ 9 ม.ค. 2569 By บัญชา นารี Last updated ม.ค. 12, 2026 949 Share สรุปสาระสำคัญจากการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 1/2569 ประจำวันที่ 9 ม.ค. 2569 มีมติน้อมรับ “พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ” และปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ ดังนี้ ส่วนที่ 1: พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ (แบ่งหมวดหมู่เพื่อความเข้าใจง่าย) ด้านหลักการและความบริสุทธิ์ของศาสนา 1. ยึดแก่นธรรม: เน้นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เป็นงานหลัก ห้ามบิดเบือนพระธรรมวินัย 2. คุมเข้มพุทธพาณิชย์/ไสยศาสตร์: ห้ามสร้างวัตถุมงคล เครื่องราง รูปเคารพ หรือพิธีกรรมที่ขัดต่อหลักศาสนาในเขตวัดอย่างเด็ดขาด 3. บังคับใช้พระธรรมวินัยเคร่งครัด: ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างโปร่งใส รวดเร็ว ห้ามช่วยเหลือหรือแทรกแซง ด้านการบริหารงานบุคคลและการแต่งตั้ง 4. รื้อเกณฑ์แต่งตั้งเจ้าอาวาส/ปกครอง: เลิกดูผลงานการ “ก่อสร้าง” (ถาวรวัตถุ) ให้ดูที่ “ความเคร่งครัดพระวินัย” และ “ผลงานการสอน/เผยแผ่” แทน 5. กลั่นกรองเข้มข้น: ให้คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) ช่วยตรวจสอบประวัติก่อนเสนอแต่งตั้ง 6. สกรีนงานก่อนเข้า มส.: ตั้งกลไกตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ อย่างละเอียด ก่อนเสนอให้ มส. หรือสมเด็จพระสังฆราชพิจารณา ด้านโครงสร้างและสวัสดิการ 7. ปรับโครงสร้างสงฆ์: ลดตำแหน่งซ้ำซ้อน แบ่งเขตปกครองใหม่ให้สอดคล้องกับจำนวนพระและพื้นที่ 8. ปรับนิตยภัต (เงินเดือนพระ): ทบทวนอัตราให้เหมาะสมกับภาระงานและสภาพเศรษฐกิจ 9. ปฏิรูปสำนักพุทธฯ (พศ.): ปรับโครงสร้างองค์กร พศ. ให้ทำงานสนองนโยบาย มส. ได้ดียิ่งขึ้น 10. วางแผนระยะยาว: จัดทำแผนยุทธศาสตร์คณะสงฆ์ให้ชัดเจน เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลง ด้านเทคโนโลยีและการศึกษา 11. ใช้ระบบดิจิทัล (Big Data): ทำฐานข้อมูลกลาง พระ-วัด ทั่วประเทศ เพื่อความโปร่งใสและบริหารงานแบบ E-government 12. ยกเครื่องการศึกษา: ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย ทันโลก แต่ยังคงเข้มข้นในพระธรรมวินัย ส่วนที่ 2: มติการขับเคลื่อนงานทันที ที่ประชุม มส. มีมติเห็นชอบการปรับกลุ่มภารกิจจากเดิม 6 ด้าน ยุบรวมเหลือ 4 กลุ่มภารกิจหลัก เพื่อความคล่องตัวในการทำงานตามนโยบายข้อที่ 6 ดังนี้: 1. กลุ่มด้านการปกครองและฐานข้อมูล 2. กลุ่มด้านการศึกษาและการศึกษาสงเคราะห์ 3. กลุ่มด้านการเผยแผ่ การปฏิบัติธรรม และงานพระธรรมทูต 4. กลุ่มด้านสาธารณูปการและศาสนสมบัติ • (ส่วนงานสาธารณสงเคราะห์ ให้ถือเป็นภารกิจร่วมที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำ) การดำเนินการ: มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ประสานงานกับคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาฯ ตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมดทันที วันที่ 9 ม.ค.2569 ที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 1/2569 โดยภายหลังการประชุม รศ.ชัชพล ไชยพร นักวิชาศาสนาเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติน้อมรับพระสังฆราโชบายจากสมเด็จพระสังฆราช เพื่อกิจการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา พ.ศ.2569 ดังนี้ 1.การธำรงรักษาและเชิดชูหลักการพระพุทธศาสนา ส่งเสริมการดำเนินงานด้านพระพุทธศาสนาให้มั่นคงต่อหลักการอันเป็นแก่นแท้ โดยยึดหลักปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ เป็นสำคัญ มุ่งเน้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ทั้งนี้ คณะสงฆ์ต้องให้ความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม การปฏิบัติธรรม และพระพุทธศาสนาเป็นภารกิจหลัก 2.การควบคุมและลดกิจกรรมที่เบี่ยงเบนจากหลักพระพุทธศาสนา กำหนดมาตรการควบคุมและลดการจัดสร้างหรือส่งเสริมเครื่องรางของขลังที่ไม่ใช่การเจริญอนุสสติ วิธีทางไสยศาสตร์ และวัตถุหรือกิจกรรมนอกหลักพระพุทธศาสนา รวมถึงการนำสิ่งที่ขัดต่อพระธรรมวินัย ตลอดจนรูปเคารพหรือพิธีกรรมที่ไม่สอดคล้องกับพระพุทธศาสนา เข้ามาในเขตพุทธศาสนสถาน ทั้งนี้ ให้กำกับดูแลอย่างเข้มงวด และห้ามดำเนินการใดๆ ที่เป็นไปในลักษณะนอกรีตหรือบิดเบือนหลักพระพุทธศาสนา 3.การกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งพระสังฆาธิการ ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งพระสังฆาธิการและตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ จากการให้ความสำคัญกับงบประมาณด้านถาวรวัตถุ เป็นการพิจารณาจาก 1.ความเคร่งครัดและการดำรงตนเป็นแบบอย่างด้านพระธรรมวินัย 2.สัมฤทธิผลด้านจัดการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา และสัมฤทธิผลในการบังคับใช้และปฏิบัติตามกฎและมติมส. 3.สัมฤทธิผลในการจัดการศาสนสมบัติและสาธารณูปการให้เรียบร้อยและสอดคล้องหลักธรรมาภิบาล รศ.ชัชพล กล่าวต่อไปว่า 4.การเสริมสร้างระบบตรวจสอบและขับเคลื่อนนโยบาย ให้คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามามีบทบาทสนับสนุนระบบการตรวจสอบประวัติในการเสนอแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ และร่วมเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายของมส.ให้เป็นรูปธรรม 5.การบังคับใช้พระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด โปร่งใส และเป็นธรรรม ดำเนินการกำกับดูแลด้านพระธรรมวินัยอย่างเข้มงวด โดยอาศัยกฎมหาเถรสมาคมที่มีอยู่ แก้ไขเพิ่มเติม ร่วมกับกลไกของ คพช. ในกรณีอธิกรณ์หรือข้อกล่าวหาทางวินัย ให้ยึดหลักความยุติธธรรม ความโปร่งใส ความเสมอภาค และความรวดเร็ว โดยไม่ให้มีการช่วยเหลือหรือแทรกแซง 6.การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรคณะสงฆ์ให้กระชับและมีประสิทธิภาพ ปรับโครงสร้างการบริหารคณะสงฆ์ให้คล่องตัว โดยลดจำนวนตำแหน่งที่ซ้ำช้อน แบ่งเขตการปกครองให้สอดคล้องกับจำนวนพระภิกษุสามเณรและโครงสร้างการปกครองของบ้านเมือง กำหนดการมอบหมายงานเจ้าคณะผู้ปกครองให้มีขอบเขตหน้าที่ชัดเจน โดยจัดกลุ่มภารกิจหลักเป็นด้านการปกครองและฐานข้อมูล ด้านการศึกษาและการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผ่ การปฏิบัติธรรม และงานพระธรรมทูต ด้านสาธาธารณูปการและการศาสนสมบัติ พร้อมกำหนดตัวชี้วัดสัมฤทธิผลให้ชัดเจน 7. การจัดตั้งกลไกกลั่นกรองก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่ มส. จัดให้มีกลไกการตรวจสอบและพิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารเรื่องมส. ตลอดจนการขอพระราชทานพระราชดำริและการขอประทานพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช โดยเฉพาะการแต่งตั้งในตำแหน่งต่าง ๆ ให้กำหนดตำแหน่ง หน้าที่ และคุณสมบัติอย่างชัดเจน รศ.ชัชพล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า 8. การปรับปรุงระบบนิตยภัต ทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับนิตยภัตให้เหมาะสม สอดคล้องกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน 9. การปรับโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างองค์กรของพศ. ให้สามารถสนองและรองรับการดำเนินนโยบายของมส.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 10. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการบริหารจัดการคณะสงฆ์ด้วยดิจิทัล จัดทำและพัฒนาฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับพระภิกษุสามเณร วัด สถานที่ที่มีพระภิกษุสามเณรพำนัก และการบริหารงานของคณะสงฆ์ให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลวิเคราะห์และตัดสินใจเชิงนโยบาย ทั้งนี้ ให้พัฒนาระบบดิจิทัลรองรับการบริหารภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ของคณะสงฆ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความถูกต้องในการบริหารจัดการ 11. การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันสมัย โดยยึดมั่นในพระธรรมวินัยและคณะสงฆ์ไทยควบคู่กับการประยุกต์องค์ความรู้สหสาขาวิชา การบูรณาการศาสตร์ และการเรียนรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาศักกยภาพพระภิกษุสามเณรให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจและดำรงบทบาททางสังคมได้อย่างเหมาะสมในบริบทปัจจุบันและอนาคต 12. การจัดทำแผนพัฒนาคณะสงฆ์ระยะยาว ให้มีเป้าหมายชัดเจนและต่อเนื่อง มีการวางแผนและยุทธศาสตร์ของคณะสงฆ์ กำหนดทิศทางการพัฒนาเชิงนโยบาย การบริหาร และการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับบริบทความท้าทายของสังคมไทยและสังคมโลก ศ.ชัชพล กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ที่ประชุม มส.มีมติ 1.เห็นชอบให้น้อมรับพระสังฆราโชบายเพื่อกิจการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา เป็นนโยบายมส. 2.สนองพระสังฆราโชบาย ข้อ 6 โดยจัดให้ภารกิจคณะสงฆ์ 6 ด้าน ประมวลเป็น 4 กลุ่มภารกิจหลัก ดังนี้ กลุ่มภารกิจด้านการปกครองและฐานข้อมูล กลุ่มภารกิจด้านการศึกษาและการศึกษาสงเคราะห์ กลุ่มภารกิจด้านการเผยแผ่ การส่งเสริมการปฏิบัติธรรรมและงานพระธรรมทูต กลุ่มภารกิจด้านสาธารณูปการและศาสนสมบัติ ทั้งนี้ ให้งานด้านสาธารณสงเคราะห์ เป็นภารกิจที่คณะสงฆ์ทุกภาคส่วนดำเนินการเพื่อเกื้อกูลชุมชนอย่างต่อเนื่องและตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้า 3. มอบหมายให้พศ. ดำเนินการสนองและเสนอพระสังฆราโชบายทั้ง 12 ข้อ ซึ่งมส.น้อมรับมาเป็นนโยบายมส.แล้ว ให้คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติทราบ พร้อมทั้งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานในคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือในพศ. เพื่อรองรับภารกิจตามนโยบายข้างต้นต่อไป ภาพการประชุม — https://photos.app.goo.gl/eyZKsWa5L4jvDGV56 949 Share FacebookEmail