มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นิสิตปฎิบัติศาสนกิจ รุ่นที่ 63 มจร 635 รูป ทั่วอีสานประชุมสรุปผลการทำงาน 1 ปี ก่อนรับปริญญา

2,390

“นิสิตปฎิบัติศาสนกิจ รุ่นที่ 63 มจร 635 รูป ทั่วอีสานประชุมสรุปผลการทำงาน 1 ปี ก่อนรับปริญญา ผลชี้มีศรัทธาอุทิศเพื่อพระพุทธศาสนาพร้อมทำงานต่อยอดบูรณาการตามแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 3-4 มี.ค.2561 ที่ มจร วิทยาเขตขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น มีสัมมนานิสิตปฏิบัติศาสนกิจ รุ่นที่ 63 ประจำภาคอีสาน เพื่อสรุปผลการปฏิบัติศาสนกิจออกปฏิบัติงาน 1 ปีในเพศบรรพชิตเพื่อสนองงานคณะสงฆ์ และ ช่วยพัฒนาชุมชนสังคม

พระมหาประยูร โชติวโร ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต มจร กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2560 มจร มีนิสิตออกปฏิบัติศาสนกิจทั่วประเทศจำนวน 2,000 กว่ารูปทั่วประเทศ ตามนโยบายของมหาวิทยาลัย หลังนิสิตสอบได้ตามหลักสูตรครบ 4 ปีแล้ว ในปีที่ 5 นิสิตต้องออกปฏิบัติศาสนกิจในเพศบรรพชิตเป็นเวลา 1 ปี (1 มิ.ย.60-30 มี.ค.61) เพื่อช่วยสนองงานในกิจการคณะสงฆ์ และช่วยพัฒนาชุมชนสังคม โดยในช่วงเดือนมีนาคมจะมีการจัดสัมมนาฯเพื่อสรุปผลการดำเนินงานทั่วประเทศเป็นรายภาค

สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีนิสิตปฏิบัติศาสนกิจ 635 รูป ตั้งแต่ปีการศึกษา2559 รุ่นที่62เป็นต้นมา มจร โดยคณะกรรมการปฏิบัติศาสนกิจ มีพระราชวรมุนี รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต เป็นประธานได้กำหนดให้นิสิตปฏิบัติศาสนกิจปฏิบัติงานในรูปแบบของโครงการการปฏิบัติศาสนกิจเพื่อสนองงานคณะสงฆ์ 6ด้านคือ (1)งานปกครอง(2)งานเผยแผ่ (3)งานศาสนศึกษา (4)ศึกษาสงเคราะห์ (5)งานสาธารณูปการ (6)สาธารณะสงเคราะห์ โดยที่โครงการจะต้องมีวัตถุประสงค์ วิธีการดำเนินการ การประเมินผลที่ชัดเจน เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

พระโสภณพัฒนบัณฑิต,รศ.ดร. รองอธิการบดีวิทยาเขตขอนแก่น และรองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ประธานเปิดงานและบรรยายพิเศษ หัวข้อ เรื่อง”การปฏิบัติศาสนกิจกับการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา” ได้กล่าวว่า …เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติศาสนกิจ เหมือนกล่าวถึงการปฏิบัติธรรม ที่พูดถึงคราใดก็สุขใจและชื่นใจครานั้น วันนี้ยืนยันได้ว่าแนวทางการจัดการศึกษาของ มจร โดยบูรพาจารย์นำพาทำมามาก่อน วันนี้เป็นจุดเด่นและเป็นอัตลักษณ์เฉพาะที่หลายแห่งได้นำไปเป็นแนวทางในการจัดการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิต หลายท่านไปทำงานสนองงานคณะสงฆ์ได้อย่างน่าประทับใจ มีต้นแบบหลายโครงการฯ นิสิต มจรออกไปบริหารศรัทธา บริหารปัญญาได้ นี่คือต้นแบบศาสนบุคคล ศาสนทายาท คำถามที่อยากฝากทุกท่านว่า งานที่ท่านทำทั้ง6 ด้าน จะส่งไม้ต่อ ให้รุ่นน้องให้มีความยั่งยืนได้อย่างไร

ส่วนงานตามแผนปฏิรูป กล่าวเฉพาะโครงการที่เป็นตัวอย่างในแผนปฏิรูปฯ 6+1 คณะสงฆ์มี 13 โครงการใหญ่ ในส่วนของทุกท่านอาจเชื่อมโยงทำกิจกรรมเป็นโครงการย่อยๆ เช่นวัดสร้างสุข,วัดบันดาลใจ ,หมู่บ้านศีล 5, วัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้นแบบ, หนึ่งวัดหนึ่งมหาเปรียญ ,1 หมู่บ้าน 1 ศาสนทายาท, ยกระดับคุณภาพโรงเรียนพระปริยัติธรรม, ให้ทุน ให้ธรรม, สำนักปฏิบัติธรรมต้นแบบ, พระวิปัสสนาจารย์ต้นแบบ วัดพัฒนาต้นแบบ, เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง ..งานต่างๆนี้มีส่วนงานต่างๆมาช่วย เช่น สสส. สปสช. ให้ดำเนินเนินงานตามแบบแผน…วันนี้บัณฑิต มจร ต้องเก่งคิด เก่งงาน เก่งประสาน เก่งคน จาริกไปที่ไหนทำประโยชน์ เป็นผู้นำจิตวิญญาณ เป็นต้นแบบทางจิตใจและปัญญา ทุกท่านต้องบริหารเวลา ตรงเวลาและรับผิดชอบ อยากเป็นอะไรไม่สำคัญ แต่เป็นแล้วจะทำอะไร นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดต่อไป

รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บรรยายพิเศษ หัวข้อ เรื่อง “การปฏิบัติศาสนกิจ:พลังการทำงานและจิตวิญญาณของพระนิสิตเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม” กล่าวว่า ชื่นชมและอนุโมทนาในการปฏิบัติศาสนกิจของท่าน งานที่ทุกท่านทำใช่ไหม ชอบไหม เป็นประโยชน์ต่อสังคมไหม เชื่อว่าเราทำได้ โชว์ให้เห็นใจต้องฟู่ ทำแล้วให้คนพูดต่อ

วันนี้ทุกท่านหากจะต่อยอดและพัฒนางานที่ทุกท่านทำให้สอดคล้องกับงานปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาอย่างมีพลังกายพลังใจ ขออนุญาตถวายความเห็น 7 ประการ คือ (1) การสื่อสาร 6 แบบ ข้อมูลดี อารมณ์ความรู้สึกดีไหม คิดบวก สร้างสรรค์โครงการ (2) มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน (3) มีสมรรถนะภาพที่ดีทุกมติ (4) คิดบวก อย่างน้อยคิดบวกวันละหนึ่งครั้งขอให้คิดว่า”ทุกปัญหามีทางออก” ไม่ใช่ “ทุกทางออกมีแต่ปัญหา” (5) บุคคลิกภาพที่ดีพร้อมให้การปฏิสันถารธรรมเจริญศรัทธา (6) คิดให้รอบด้าน (7) มีความน่าเชื่อถือ ตรงต่อเวลาและรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าความเป็นบัณฑิต มจร ของทุกท่านพร้อมที่ออกไปต่อยอดสร้างเสริมองค์ความรู้ให้กับญาติโยม อย่างใส่ใจ สอนทำงานอย่างมีพลัง มีเป้าหมาย มีแรงบันดาลใจตามหลัก 3 R คือ(1)Rewards ให้กำลังใจ
(2) Recognition ให้เป็นที่ยอมรับ (3) Remove barrier ช่วยแก้ปัญหาอุปสรรคให้ เพราะทุกปัญหาอุปสรรคมีทางออกเสมอ

พระมหาถวิล กลฺยาณธมฺโม ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและวัดผลกล่าวว่า ขอแสดงมุทิตาว่าทีบัณฑิต มจร รุ่นที่ 63 ทุกรูป ขออนุญาตให้ข้อมูลการสำเร็จการศึกษาและการออกหนังสือรับรองผลการศึกษาตามนโยบายของมหาวิทยาลัย ทั้งขั้นตอนการขอเอกสารสำเร็จการศึกษา และอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ของทุกท่าน

หลังจากนั้นได้มีการประชุมกลุ่ม 6 กลุ่ม คือ (1)บทบาทพุทธศาสตรบัณฑิตกับงานปกครอง (2) บทบาทพุทธศาสตรบัณฑิตกับงานเผยแผ่ (3) บทบาทพุทธศาสตรบัณฑิตกับงานศาสนศึกษา (4) บทบาทพุทธศาสตรบัณฑิตกับศึกษาสงเคราะห์ (5) บทบาทพุทธศาสตรบัณฑิตกับงานสาธารณูปการ (6) บทบาทพุทธศาสตรบัณฑิตกับสาธารณะสงเคราะห์

การนี้มีผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ส่วนส่วนภูมิภาคประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือร่วมเป็นวิทยากรประจำกลุ่มเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ร่วมกัน 2 ประการ คือ

1.สิ่งที่อยากพัฒนาสำหรับการปฏิบัติศาสนกิจของนิสิตในอนาคต 5 ประเด็นสำคัญ คือ(1) การสนับสนุนตามแผนการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา (6+1) (2) การสนับสนุนเครือข่าย และการพัฒนาศักยภาพนิสิตปฏิบัติ(3) การสนับสนุนเชิงวิชาการ/การวิจัย (4) การขยายผลและความยั่งยืน (5) อื่นๆ

2. สิ่งที่อยากให้ปรับปรุ แก้ไข จากการปฏิบัติศาสนกิจ

บทสรุปของผลการสัมมนานิสิตปฏิบัติศาสนกิจ รุ่นที่ 63 พบว่า บัณฑิต มจร ภาคอีสานมีศรัทธาอุทิศเพื่อพระพุทธศาสนาพร้อมทำงานต่อยอดบูรณาการตามแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน และบัณฑิต มจร มีMindset บัณฑิต มจร จิตวิญญาณเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม สอดคล้องกับคำบรรยายของพระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร ว่า…กว่าจะประสบความสำเร็จต้องพัฒนาตนเป็นดินเหนียวยอมให้ครูอาจารย์ปั้นแต่งให้มีวิชายอดจรณะเยี่ยม ต้องยอมเป็นโคเขาขาด เป็นผ้าเช็ดเช้า เป็นเด็กจัณฑาล ผ่านการบ่มเพาะจนเป็นบัณฑิตของมหาจุฬา ซึ่งมหาจุฬาให้โอกาสบุคคลทุกชนชั้นในการพัฒนาตนเอง ภายใต้คำว่า “จุดไฟด้วยวิชาการ ใส่เชื้อด้วยความดีงาม เกื้อกูลด้วยการออกไปปฏิบัติศาสนกิจ และหนุนปัญญา

นิสิตปฏิบัติศาสนกิจ มจร ก้าวใหม่บนฐานกิจกรรมภายใต้โครงการที่เป็นความพยายามสี่ปีตั้งแต่2557 เป็นต้นมา ตามแนวทางที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ไว้ ภายใต้การกำกับดูแลของพระราชวรมุนี,ดร.รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต ทีมงานกิจการนิสิต เห็นผลเป็นรูปธรรมแล้วก้าวต่อไปก็มีความสำคัญไม่น้อยภายใต้ทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกัน